Menu

สุรินทร์ - ผู้ว่าฯ เมืองช้าง นำทีมทหาร-ตำรวจ แถลงจับยาบ้าเครือข่ายนักโทษเรือนจำบุรีรัมย์ สุดแสบสั่งการนอกคุก สมองใสใช้ยาบ้าแทนค่าจ้างวางยานรก มอมเมาเยาวชน
       
       วันนี้ (10 มี.ค.) เมื่อเวลา 11.30 น. ที่บริเวณหน้าหน้าศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ นายนิรันดร์ กัลยาณมิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ พร้อมด้วย พล.ต.ต.กาญจน์พศ ชัยศิริชญาพนา ผบก.ภ.จว.สุรินทร์ นายธัชชัย สีสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ พ.อ.ศักดิ์ชัย ทองนุ่ม รอง ผบ.จทบ.สุรินทร์ นายศรี ศรีพุทธรินทร์ และเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ ศอ.ปส.จ.สุรินทร์ “ ชุดเสือดาว”


       
       โดยสนธิกำลังการปฏิบัติงาน 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และสมาชิก อส. ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ เครือข่ายยาบ้านักโทษเรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์ สั่งการนอกคุกผ่านโทรศัพท์มือถือ เมื่อวันที่ 8 มี.ค.58 เวลา 12.30 น.ที่ผ่านมา
       
       โดยจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 คน คือ นายวุฒิพงษ์ หรืออู๊ด มาแสง อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 699 ม.10 ต.ระแง อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ และนางพรพรรณ หรือนิด สมัครดี อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 754 ม.1 ต.ระแง อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 2,020 เม็ด รถจักรยานยนต์ 2 คัน และโทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง
       
       ทั้งนี้ เนื่องจากเมื่อวันที่ 6 มี.ค.58 ชุดปฏิบัติการ ศอ.ปส.จ.สุรินทร์ “ ชุดเสือดาว” ร่วมกับเจ้าหน้าที่ กกล.รส.จ.สร.ได้เข้าจับกุมผู้เสพยาเสพติด และทำการบันทึกประวัติ เพื่อนำร่วมบำบัดรักษาตามโครงการโรงเรียนวิวัฒน์พลเมืองฝ่ายปกครอง จากการสอบสวนผู้เสพ (ขอปกปิดชื่อ-สกุล) ทราบว่า พ้นโทษจากเรือนจำกลางสุรินทร์ ในขณะที่ถูกจองจำอยู่เรือนจำกลางสุรินทร์ ได้รู้จักคุ้นเคยกับ นช.เฉลิม (ไม่ทราบนามสกุล) หรือที่เรียกกันในเรือนจำว่า “ป๋าเหลิม”
       
       โดย นช.เฉลิม มีการพูดคุยการสั่งยาบ้าออกจำหน่ายในพื้นที่ ต่อมาผู้เสพคนดังกล่าวได้พ้นโทษจากเรือนจำกลางสุรินทร์ และ นช.เฉลิม ได้ย้ายไปรับโทษที่เรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์ และสามารถติดต่อขอรับยาจากการสั่งการของ นช.เฉลิม (ปัจจุบันยังถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์) ซึ่งจะเป็นผู้สั่งการจากโทรศัพท์มือถือให้สายที่อยู่นอกคุกเอายาบ้ามาส่งตามจุดที่กำหนด
       
       ต่อมา เมื่อเวลา 23.00 น.ของวันที่ 7 มี.ค.58 ณ ค่ายบำบัดผู้เสพยาเสพติด โรงเรียนวัฒน์พลเมือง กองร้อย อส.จ.สุรินทร์ ผู้เสพคนดังกล่าวแจ้งว่า หมายเลขโทรศัพท์ที่โทร.เข้ามาในเครื่องของตนเองขณะนั้น คือ นช.เฉลิม จึงเปิดลำโพงโทรศัพท์ได้ยินข้อความโดยตลอดอย่างชัดเจน มีการแจ้งยืนยันเรื่องของยาบ้าที่จะให้ผู้เสพคนดังกล่าวนำออกจำหน่ายในพื้นที่ และให้รอรับการสั่งการทางโทรศัพท์เพื่อติดต่อกับเครือข่ายของ นช.เฉลิม (อยู่ภายนอกเรือนจำบุรีรัมย์) ซึ่งมียาบ้าเตรียมไว้แล้วเพื่อการส่งมอบ
       
       โดยให้ติดต่อผู้ต้องหาชายคือ นายวุฒิพงษ์ หรืออู๊ด มาแสง อายุ 45 ปี โดยมียาบ้าที่จะส่งมอบให้ จำนวน 1 ลูก (ประมาณ 2,000 เม็ด) โดยให้นัดหมายส่งมอบกันเอง
       
       ถัดจากนั้นเมื่อวันที่ 8 มี.ค.58 เวลา 09.00 น.ผู้ต้องหาชาย นายวุฒิพงษ์ หรืออู๊ด มาแสง ได้โทรศัพท์แจ้งสถานที่ในการส่งยาบ้าให้ผู้เสพที่ถูกควบคุมตัวไว้ มารับยาบ้าที่บริเวณทางเข้าบ้านกาลัน ต.ยาง อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ ชุดปฏิบัติการจึงได้มีการวางแผน เพื่อให้ได้ตัวผู้กระทำความผิด (ผู้นำยาบ้ามาวาง) เนื่องจากในหลายสถานการณ์ ชดปฏิบัติการไม่สามารถจับกุมผู้นำยาบ้ามาวางที่จุดหมายได้เลยสักครั้ง จึงวางกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และสมาชิก อส. ตามเส้นทางสถานที่ที่ผู้ต้องหาได้นัดหมายไว้ โดยใช้จักรยานยนต์ส่วนตัว 2 คัน ขับขี่ลาดตระเวนตามเส้นทาง
       
       นกระทั่งเวลา 12.30 น. ชุดปฏิบัติการได้พบบุคคลต้องสงสัย 2 คน เป็นชาย และหญิงขับขี่รถจักรยานยนต์คนละคันมาตามเส้นทางที่ชุดปฏิบัติการฯลาดตระเวนอยู่มีพิรุธ ชุดปฏิบัติการจึงแสดงตัวเข้าตรวจค้นและจับกุม พบห่อถุงพลาสติกวางซุกไว้ที่บริเวณช่องเก็บของด้านหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้ต้องหาผู้ชาย เมื่อแกะออกดูพบเป็นยาบ้า จำนวน 2,020 เม็ด
       
       ผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพว่า เตรียมนำยาบ้าตามจำนวนดังกล่าวเพื่อมาวางให้บุคคลที่ติดต่อกับผู้เสพ ซึ่งถูกจับกุมก่อนหน้า ตามคำสั่งของ นช.เฉลิม ผู้ต้องหาทั้งสองคนยืนยันว่า ยาบ้า 2,020เม็ด เป็นของ นช.เฉลิม โดยการโทรศัพท์หาตนเองเพื่อนำไปวางยาให้แก่เครือข่ายยาบ้านำไปจำหน่ายต่อ ามที่มีการติดต่อกันไว้แล้ว
       
       และยาบ้าจำนวนนี้มีชายไม่ทราบชื่อขับขี่รถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ รุ่นดีแมคซ์ สีบรอนซ์เงิน ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน นำมาส่งให้ ซึ่งแฟนสาวคือ นางพรพรรณ หรือนิด สมัครดี อายุ 29 ปี รู้เรื่องและร่วมเกี่ยวกับการนำยาบ้ามาวางในครั้งนี้ เพื่อแลกกับยาบ้า จำนวน 1 ถุง หรือประมาณ 200 เม็ด เป็นค้าจ้าง ซึ่งจะนำไปจำหน่ายต่อให้แก่กลุ่มวัยรุ่นในราคาเม็ดละ 250 บาทต่อไป

 

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 10 มีนาคม 2558 17:21 น. (แก้ไขล่าสุด 11 มีนาคม 2558 11:43 น.)

จ.บุรีรัมย์ จัดเวทีเสวนา"คณะกรรมการสภาผู้นำหมู่บ้าน รากฐานของแผ่นดิน" ถอดบทเรียนหลังประกาศใช้ธรรมนูญหมู่บ้าน 9 ดี คัมภีร์สร้างอนาคตให้ลูกหลาน เป็นเข็มทิศนำทางขับเคลื่อนการพัฒนา เพื่ออนาคตลูกหลานชาวบุรีรัมย์

วานนี้ (9 มี.ค. 58) นายเสรี ศรีหะไตร ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธาน ในการเสวนาในหัวข้อ "คณะกรรมการ(สภาผู้นำ)หมู่บ้าน รากฐานของแผ่นดิน" เนื่องในวันคณะกรรมการหมู่บ้าน 9 มีนาคม 2558 ณ โรงแรมเบสเวสเทิร์น อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยมปี 2558 ทุกคน สื่อมวลชนและประชาชนเข้าร่วมเวทีเสวนาเป็นจำนวนมาก

โดยได้แบ่งกลุ่มระดมสมองกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนให้ส่วนราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม ยึดหลักธรรมนูญ 9 ดีมาใช้บริหารงานในจังหวัด เสริมสร้างความเข้มแข็งแก่คณะกรรมการหมู่บ้าน สร้างความเจริญให้เกิดกับหมู่บ้านอย่างยั่งยืน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมของหมู่บ้าน พัฒนาหมู่บ้านและชุมชนให้เข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน อันส่งผลต่อความเจริญมั่นคงของชาติบ้านเมือง รวมถึงการแก้ไขปัญหาร่วมกัน และร่วมรับผิดชอบตามวิถีประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมของประชาชน

นายเสรี ศรีหะไตร ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า วันที่ 9 มีนาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนาคณะกรรมการหมู่บ้าน ต่อมามีการปรับปรุงกฎหมาย ทำให้ทุกคนที่มีตำแหน่งในหมู่บ้านเป็นคณะกรรมการหมู่บ้านโดยตำแหน่งเรียกว่า คณะกรรมการสภาผู้นำหมู่บ้าน แต่ตัวอักษรย่อ ใช้ กม. เหมือนเดิม ในส่วนของจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นแห่งเดียวที่ทุกหมู่บ้านได้ประกาศใช้ธรรมนูญหมู่บ้านสันติสุข 9 ดี เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่คณะกรรมการผู้นำหมู่บ้าน ในการบริหารจัดการตนเอง พึ่งตนเอง ได้แก่ เป็นคนดี มีปัญญา รายได้สมดุล สุขภาพแข็งแรง สิ่งแวดล้อมสมบูรณ์ สังคมอบอุ่น หลุดพ้นอาชญากรรม กองทุนพึ่งพาตนเอง และสร้างความเข้มแข็งคณะกรรมการหมู่บ้าน(กม.)/ชุมชนเมือง มุ่งสู่ “บุรีรัมย์ สันติสุข บนความพอเพียง เพื่ออนาคตลูกหลานชาวบุรีรัมย์ สืบทอดไปยังรุ่นต่อไป

 

ข้อมูล :  @สำนักงานประชาสัมพันธ์ จังหวัดบุรีรัมย์

Go to top

“บุรีรัมย์สันติสุข บนความพอเพียง เพื่ออนาคตลูกหลานชาวบุรีรัมย์ ครอบครัวเดียวกัน สายเลือดเดียวกัน ลูกหลานรัชกาลที่ ๑”